[Ex-SHIELD] Mission 1 : 0-8-4

posted on 25 Sep 2014 23:48 by covet
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
 
 
 
 
            หลังจากที่ได้รับภารกิจ0-8-4 ทีม A ได้มุ่งหน้าตรงไปยังพื้นที่ๆได้รับมอบหมาย โดยพื้นที่นั้นกินบริเวณกว้างและมีทัศนวิสัยย่ำแย่จนไม่สามารถสำรวจจากทางอากาศได้ หัวหน้าทีม Agent Valda Schwarzได้ทำการแบ่งเป็นทีมย่อยเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ
 

ทีมA ทีมย่อยที่ 4 :Viscus V. Roosevelt , Oskar Krahn
 
 
 
วันที่ 21 กันยายน 2XXX (วันลงพื้นที่สำรวจวันที่2)
เวลา 03:00 PM ตามเวลาท้องถิ่น
พิกัด 47˚59'33.99"N    9˚4'21.51"E
 
 
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
         
 

            รถฮัมวี่คันโตกลางเก่ากลางใหม่วิ่งตะกุยตัดผ่านสายหมอก งัดเอาเศษดินและหินเล็กๆกระจาย ไฟตัดหมอกถูกเปิดตลอดทางลัดเลาะไปตามถนนสายเล็กๆที่ตัดไว้ใกล้ป่าสน ตัวรถสั่นสะเทือนจนแผ่นที่ในมือสั่นตามไปด้วย

            ออสก้ามองรอยวงกลมจากปากกากระจายเต็มไปทั่วแผ่นกระดาษ เธอไม่รู้ว่าจะเรียกว่างานคืบหน้าได้เร็วกว่าที่คาดดีหรือไม่
 
            "เมื่อวานก็สำรวจแถวทะเลสาบ กับป่าบริเวณนั้นเกือบหมดแล้ว วันนี้ก็คงเอาให้เสร็จน่าจะไหว" ถึงจะกระจายพื้นที่สำรวจครอบคลุมตลอดพื้นที่ๆได้รับผิดชอบแต่ก็ยังไม่พบอะไรผิดปกติเป็นพิเศษ
 
            "อยากให้ผมจอดตรงไหนอีกก็บอกนะครับ"
 
            เสียงวิสกัสดังมาจากเบาะคนขับที่อยู่ข้างๆ ชายหนุ่มที่ใช้มือข้างเดียวคุมพวงมาลัย สายตาจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง รถแล่นด้วยความเร็วปานกลาง มีรถอื่นสวนกลับบ้างเป็นช่วงๆ
 
            ไม่นานนักออสก้าก็บอกให้วิสกัสหยุดรถเพื่อริมชายป่าเก็บตัวอย่างพื้นที่แถวนั้น ออสก้าสุ่มเก็บตัวอย่างลงในหลอดทดลอง และถุงสำหรับเก็บตัวอย่างที่เตรียมมา เพื่อเอากลับไปวิเคราะห์อย่างละเอียดในแล็ปภายหลัง พร้อมทั้งถ่ายรูปบรรยากาศโดยรอบ
 
            "ที่นี่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เงียบเสียจนไม่น่ามีอะไรแถวนี้อีกต่างหาก" ออสก้ามองผ่านทดลองที่มีน้ำอยู่ข้างในผ่านเลนส์แบบพิเศษของชิลด์ พลางสื่อสารผ่านวิทยุสื่อสารคลื่นสั้นไปหาเพื่อนร่วมทีมที่แยกตัวออกไปอีกด้าน
 
            "งั้นผมก็เตรียมปืนมาเสียเที่ยวสินะครับ" ชายหนุ่มที่อยู่ห่างออกไปอีกด้านตอบกลับ 
 
            วิสกัสลงมือเอาดอกไม้เล็กใส่ถุงเก็บตัวอย่างที่ได้รับมาพลางขยับหน้ากากกรองอากาศให้เข้าที่ เขาจะเริ่มชินกับการช่วยเจ้าหน้าทีวิทยาศาสตร์เก็บตัวอย่างที่ทำมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่กับหน้ากากกรองอากาศนี่ยังไงก็ไม่ชินเอาเสียที
 
            "คุณออสก้าเคยมาเยอรมันนีไหมครับ?" วิสกัสยกเครื่องมือสื่อสารขึ้นชวนอีกฝ่ายคุยทำลายความเงียบสงบรอบข้าง
 
            "ยังเลย แต่ฉันอยากมาที่นี่นานแล้วนะ ใครๆก็บอกเบียร์เยอรมันอร่อย ไว้จบงานกลับไปเราไปกินกันดีกว่า" เสียงตอบกลับมาจากอีกฝั่งมีเสียงหัวเราะปนออกมากับสัญญาณแทรกเล็กน้อย แต่ก็ยังได้ยินชัดเจน
 
            "จะว่าไปแล้วก็อยากดื่มเหมือนกัน ไหนๆมาถึงถิ่นทั้งที ดื่มเบียร์แล้ว ได้เค็กแบล็คฟอร์เรสต์กลับไปฝากคนอื่นด้วยก็จะคูลสุดๆไปเลยนะครับ"
 
            "มาที่แบล็กฟอร์เรสต์ เลยต้องกินเค้กแบล็กฟอร์เรสต์สินะ แวะซื้อที่สตาร์บัคก็ได้แท้ๆ เธอนี่ใจร้ายเกินคาดนะเนี่ย" 
 
            "ใจร้ายยังไงครับ ผมออกจะเป็นเด็กดีมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อีกอย่างมีคนรอให้ผมซื้อของฝากไปให้อยู่ด้วย ....คุณออสก้าชอบของหวานไหมครับ"
 
            "ฉันก็ชอบกินอาหารทุกประเภทนั้นแหละ"
 
            ทั้งคู่คุยไร้สาระไปเรื่อยระหว่างทำงาน หลังจากที่ทดสอบง่ายๆกับน้ำและอากาศที่นี่ไม่มีอะไรผิดปกติ  ออสก้าถอนหายใจเบาๆแล้วยกเรื่องมือสื่อสารติดต่อไปยังเพื่อนร่วมทีมอีกที "ฉันว่าตรงนี่ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ไปต่อกันเถอะ ฉันจะกลับไปที่รถนะ"
 
            หลังจากที่ทั้งคู่กลับมาเข้ามาในรถ แล้วถอดเครื่องกรอกอากาศออก วิสกัสก็ยื่นถุงที่เก็บตัวอย่างทดลองมาให้ออสก้าเอาไปเขียนระบุกำกับไว้ที่ตัวซองก่อนเอาไปจัดเก็บ กิจกรรมที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ทั้งหมดดูราบเรียบจนไม่น่าเชื่อ
 
            "เหมือนไม่มีจุดหมายเลยแฮะ ให้หาอะไรก็ไม่รู้" คนที่กำลังแยกจัดเก็บตัวอย่างลงในกระเป๋าถอนหายใจบ่นออกมา
 
            "กำลังรอให้คุณพูดคำนั้นก่อนอยู่พอดีเลย ชีลด์ส่งเรามาตรวจสอบอะไรกันแน่นะ" วิสกัสควงพวกมาลัยกลับรถ เพื่อขึ้นสู่ถนนอีกครั้ง "ไอ้เจ้าวัตถุ0-8-4ที่ว่านี่อาจจะเป็นแค่ฟอสฟอรัสใต้ดินก็ได้นะครับ ถ้ามันทำให้เกิดควันได้ ลมก็พัดมาจากทิศเหนือ ถ้าจะมีใครพบอะไรก็น่าจะเป็นทีมหัวหน้าวาลด้าไม่ก็คุณชาร์ลี"
 
            "ก็มีสิทธินะ น่าจะเชิญพวกธรณีวิทยามาด้วยให้รู้แล้วรู้รอด" ออสก้าบ่นพึมพำ ระหว่างทางก็เอากล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายตามทางที่วิ่งผ่านไปด้วย เธอยกกล้องขึ้นสูงผ่านกระจกรถ "ป่าบริเวณนี้...ปกติป่าสนควรมีนกรึเปล่า ที่นี่ฉันไม่เห็นเงาสักตัว"
 
            สิ้นคำวิสกัสก็ลดศรีษะไปใกล้กับกระจกรถ พยายามมองรอดยอดสนท่ามกลางสายหมอก "นั่นสิครับ ถ้าคุณไม่ทักผมคงไม่สังเกตุแน่ๆ พวกมันอาจจะอพยพไปแล้วรึเปล่า"
 
            "คงอพยพไปแล้วแหละ" ออสก้าพยักหน้าเห็นด้วยกับอีกฝ่าย พร้อมมองออกไปยังป่าสนที่นิ่งสงบ "อยากได้ศพอะไรสักตัวติดกลับไปเหมือนกันแฮะ....ที่นี่มีกฏหมายห้ามล่าสัตว์หรือเปล่า  เจ้าหน้าที่วิสกัสคงไม่ได้บังเอิญมีบัตรอนุญาตล่าสัตว์ใช่ไหม"
 
            "ผมไม่มีบัตรอนุญาติล่าสัตว์ แต่ผมมีบัตรเจ้าหน้าที่หน่วยงานพิเศษของรัฐ" วิสกัสตอบเรียบๆก่อนจะเลิกคิ้วแล้วหันมาทางคนอายุมากกว่า " อย่าบอกนะว่าคุณจะลงไป.......ทำอะไรก็ตามที่คุณกำลังคิดอยู่"
 
            ไม่มีคำตอบกลับมานอกจากรอยยิ้มจากอีกฝ่าย วิสกัสหันกลับมามองทางเส้นทางขรุขระด้านหน้า ดวงตาของเขามีประกายวูบไหวก่อนหักพวงมาลัยให้ออกจากเส้นทางหลัก แล้วลุยเข้าไปในป่าโดยไม่ได้พูดอะไร

 
 
 
 
 
 
 
            "สัตว์ใหญ่ไม่น่าจะอพยพได้เหมือนพวกนก ไม่งั้นคงมีรายงานฝูงสัตว์เข้าเมืองไปบ้างแล้ว ตัวเดียวคงไม่กระทบระบบนิเวศหรอก"
 
            "ทำตามหน้าที่ก็คงไม่มีใครว่าอะไรหรอกมั้งครับ" เสียงหัวเราะในคอเบาๆดังตอบกลับ
 
            ลึกเข้าไปในป่า หมอกก็หนาขึ้นแต่รถก็ยังเคลื่อนที่รุดหน้าไปได้เรื่อยๆอย่างช้าๆ เส้นทางยิ่งวิบากมากขึ้น รถเซไปตามหลุมบ่อ และรากไม้ที่เบียดกัน 
 
            "โชคดีนะที่เขาให้เอารถมาได้ ไม่อย่างนั้นตอนนี้เธอคงได้แบกฉันเดินป่าแทนหมุนพวงมาลัยแล้วล่ะ" ออสก้าจับตัวรถเพื่อพยุงตัวเอาไว้บ่นออกมา
 
            "เพราะผมอ้อนหัวหน้าวาลด้าจนได้ไงล่ะครับ ส่วนคุณออสก้าจะเดินไหวไม่ไหวก็คงต้องพิสูจน์ข้างหน้านี่แหละ..." รถค่อยๆเคลื่อนที่ช้าลงจนหยุดนิ่ง เพราะเบื่องหน้ากลุ่มหมอกลงหนาเสียจนแทบจะมองข้างหน้าไม่เห็นและต้นไม้ขึ้นหนาเสียจนไม่มีทางที่จะขับไปต่อได้ วิสกัสดึงเบรกมือ หันกลับมาส่งหน้ากากกรองอากาศแล้วขยิบตาให้
 
            "หลังจากนี้ก็คงต้องลงเดินกันแล้วล่ะครับ"
 
            "งั้นเตรียมตัวแบกฉันได้เลยพ่อหนุ่ม" ออสก้าตบไหล่เพื่อนร่วมทีมเบาๆ แล้วรับหน้ากากมาสวม พวกเขาตรวจเช็คสัมภาระที่จะพกไปด้วยก่อนจะลงจากรถ
 
            พอลงมาจากรถวิสกัสเดินไปใช้มีดทำเครื่องหมายไว้บนต้นไม้ต้นที่อยู่ใกล้ที่สุด ในขณะที่อีกคนกำลังบิดตัวเองไล่ความเมื่อยล้าจากการนั่งรถ ชายหนุ่มเดินกลับมาเอากระเป๋าสะพายขึ้นบ่า แล้วเปิดไฟฉาย
 
            "ผมไม่รู้ว่าหมอกทึบขนาดนี้แสงจะผ่านได้ไหม แต่พยายามเดินตามผมมาชิดๆและมองแสงไฟไว้นะครับ"

 
 
 
 
 
 
 
 
            ทั้งสองเดินเข้าไปในกลุ่มหมอกหนา ออสก้าที่เดินตามอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ โดยเว้นระยะ3-4ก้าว พอได้เดินไปได้สักระยะเอเจนท์หนุ่มก็จะหยุดแล้วทำเครื่องหมายที่ต้นไม้อีกเป็นระยะ ระหว่างรอออสก้าสังเกตุเห็นวัตถุบางอย่างโคนต้นสนข้างๆตัว จึงส่งสัญญาณเรียกให้อีกฝ่ายหยุดก่อน แล้วไปย่อตัวไปดูใกล้ๆ พลางหยิบถุงมือยางขึ้นมาสวม
 
            "อุจจาระตัวอะไรสักอย่าง" เธอบอกเสียงเบา แล้วลองเอานิ้วจิ้มลงไป "ยังอุ่นๆอยู่ เจ้าตัวคงอยู่ไม่ไกลๆแถวนี้เท่าไหร่"
 
            "เมื่อกี้ผมไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม คุณเอานิ้วจิ้มลงไปในกองนั่น..."
 
            ออสก้าเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายที่ส่งเสียงปูเลี่ยนพร้อมทำท่าขยี้ตาปลอมๆผ่านหน้ากากโดยไม่พูดอะไร งานที่แล็ปของเธอมันเละกว่านี้เสียอีก เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ถอดถุงมือยางออกแล้วยัดถุงมือที่เปื้อนลงถุงเก็บหลักฐาน
 
            "กลิ่นไม่ค่อยแรงน่าจะสัตว์กินพืช แถมตัวไม่ใช่เล็กๆด้วย กองโตขนาดนั้น" ออสก้ากวาดไฟฉายส่องดูรอบๆ แล้วลุกขึ้นยืน "ไม่มีกองอื่นแถวนี้ อาจจะหลงฝูงมาก็ได้" 
 
            ออสก้าเก็บถุงตัวอย่างลงไปในกระเป๋าสะพายแล้วหยิบกล้องจับความร้อนออกมา วิสกัสรับกล้องจับความร้อนอันหนึ่งมาจากออสก้าแล้วเปิดใช้มองไปรอบๆ ส่ายกล้องกันไปได้ไม่นานชายหนุ่มก็สังเกตุเห็นจุดสีส้มไหววูบบนหน้าจอ มืออีกข้างที่ว่างกระตุกแขนเสื้อคนข้างๆ
 
            "คุณออสก้า ผมเจอตัวอะไรบางอย่างตรงนั้น ขนาดไม่ใหญ่มา..." เสียงวิสกัสเงียบไปเมื่อจุดสีความร้อนในกล้องหายไป เขาปิดเปิดกล้องใหม่หลายครั้งก่อนละสายตาออกจากกล้อง คิ้วขมวดแน่นเพ่งสายตาไปยังรอบด้านที่ไม่เห็นอะไรนอกจากหมอกหนาทึบ
 
            "...มันหายไปแล้ว"
 
            "อืม" เสียงพึมพำตอบกลับมาจากคนข้างๆที่ยังมองรอบด้านผ่านกล้องตรวจจับความร้อน ออสก้ามองไม่เห็นอะไรผิดปกติ แต่นั้นก็อาจเพราะสัญชาติญาณ หรือประสาทสัมผัสที่ถูกลับมามันต่างกัน 
 
            บรรยากาศรอบข้างของป่าสนทำให้รู้สึกอึดอัด ถึงจะมีหน้ากากช่วยกรองอาอากาศแต่ก็ยังรู้สึกเหมือนหายใจไม่ค่อยออกอยู่ดี ออสก้าลดกล้องลง ถึงจะมีโอกาศสูงว่าเป็นพวกสิ่งมีชีวิตในป่า หรือไม่ก็...
 
            "ยังมีโอกาศว่านั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ0-8-4ก็ได้ ยังไงถ้าพบอีกก็ต้องลองตามดู" ออสก้านิ่งคิดก่อนตัดสินใจพูดออกไป "แต่ถ้าเธอไปคนเดียวจะเร็วกว่าก็บอกนะ ไม่ต้องเกรงใจ"
 
            วิสกัสพยักหน้ารับ แล้วยกกล้องขึ้นส่องอีกครั้ง 
 
            งั้นผมจะนำไปก่อนเลยนะครับ ถ้าคุณพบอะไ.." จุดสีส้มแดงปรากฏบนกล้องอีกครั้ง "นั้นไง! มันอยู่ตรงนั้น"
 
            วิสกัสชี้นิ้วไปยังกลุ่มหมอกทึบข้างหน้า แล้วพุ่งไปยังจุดที่เขาพบอย่างรวดเร็ว ทิ้งอีกคนที่ยังตั้งตัวไม่ทันยืนนิ่งค้าง 
 
            "งั้นฉันจะ..ค่อยๆตามไปแล้วกัน" ออสก้าถอนหายใจ แล้วคว้าเครื่องมือสื่อสารที่ส่งเสียงซ่าตอบรับขึ้นมาเขย่า "พูดปุ๊บทำปั๊บ วัยรุ่นดีจริงๆเลยน้า ...หวังว่าวิทยุสื่อสารยังพอใช้ได้ในป่าทึบแล้วก็หมอกหนาแบบนี้บ้างล่ะกัน"



 
 
 
 
 
            สุดชายป่าอีกด้าน วิสกัสวิ่งทะลุออกมาตามทิศทางที่เห็นจากกล้องจับความร้อน เป้าหมายได้หายไปจากจอกล้องอีกครั้งจึงทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัวว่าตอนนี้ตนได้มายืนอยู่เหนือเนินดินที่ลาดลงเป็นเป็นแอ่งกะทะขนาดใหญ่ นอกจากนั้นหมอกในบริเวณนี้ก็บางลงไปมาก
 
            เอเจนท์หนุ่มเอื้อมมือหยิบวิทยุสื่อสารที่เหน็บไว้ ก่อนจะติดต่อไปหาเพื่อนร่วมทีมอีกคนที่อยู่ในป่าหมอก ใช้เวลาสักพักใหญ่วิสกัสก็มองเห็นเงาของอีกคนในกลุ่มหมอกค่อยเดินออกมาทางตน
 
            "คลาดสายตาไปอีกแล้วหรอ แล้วที่นี่..." ออสก้ามองดูแอ่งกะทะข้างหน้าอย่างประหลาดใจ
 
            "ผมว่าตรงนี้มันค่อนข้างแปลกๆ หมอกตรงนี้จางกว่าที่อื่น อุณหภูมิก็สูงกว่าปกติด้วย" วิสกัสยื่นกล้องจับความร้อนที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่แอ่งด้านหน้ากลายเป็นพื้นที่สีเหลืองอ่อนแถบจะทั้งหมดให้อีกคนดู
 
            "มันอาจจะกำลังกลัวเรา แล้วก็ซ่อนตัวอยู่ก็ได้ครับ หรือไม่..." วิสกัสเงียบเสียงไปเมื่อจุดสีส้มเริ่มปรากฏอีกครั้ง ก่อนจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนครึ่งหนึ่งของจอแสดงผลกลายเป็นกลุ่มก้อนสีแดงเถือก
 
            "...มันก็กำลังล่ออาหารมาให้ฝูง"
 
            "ป่านี้ไม่มีรายงานสัตว์กินเนื้อที่มีนิสัยล่อเหยื่อมาที่รังหรอก....มั้ง" ออสก้ากลืนข้อสังเกตุแรกของตัวเองทันทีที่สังเกตุเห็นดวงตาสะท้อนแสงคู่เล็กผ่านม่านหมอกบางๆ และมันค่อยๆเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
 
            "จากระยะนี้ ไม่แน่ใจว่าตัวอะไรหรอกนะ แล้วถึงฉันอยากได้มันมาไว้เป็นตัวอย่างสักตัวด้วย ....แต่ไม่รู้สิ เรา..ควรถอยดีไหม"
 
            วิสกัสยื่นมือออกมาด้านข้างลักษณะช่วยป้องกันอีกคน พวกเขาค่อยๆถอยหลังช้าๆอย่างไว้เชิง ดวงตาที่เด่นชัดนับร้อยคู่ๆขยับตีวงใกล้พวกเขาเข้ามาใกล้ จนสามารถเห็นได้ชัดเลยว่าเป็นหนู ฝูงหนูที่ตัวเขื่องพอๆกับแมวตัวเต็มวัย แถมขาและอุ้งเล็บของมันก็ผิดสัดส่วน มันใหญ่กว่าที่ควรจะเป็นอย่างชัดเจน พวกมันไม่แสดงอาการเป็นมิตรแม้แต่น้อย หลายตัวยังส่งเสียงขู่ฟ่อดัง บางตัวก็แยกเขี้ยวโชว์ฟันที่แหลมคมมีน้ำลายเกาะเยิ้ม
 
            ท่ามกลางฝูงหนูยักษ์ที่ค่อยๆคืบคลานตีวงล้อมเข้ามาช้าๆ วิสกัสค่อยๆเอื้อมมือไปจับด้ามปืนที่เหน็บไว้หลังเอวขึ้นมาปลดล็อก แล้วกระซิบเสียงเบา
 
            "พอผมยิงแล้วออกตัวเลยนะครับคุณออสก้า"
 
            ทันทีที่ปลายกระบอกปืนหันไปทางที่ฝูงหนูอยู่ เสียงเหนี่ยวไกก็ดังสะท้านพร้อมกับออสก้าที่หันหลังวิ่งออกไป
 
            นัดแรกเบี่ยงเบนความสนใจของฝูงสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่ล้อมอยู่ให้ชะงักได้  วิสกัสตัดสินใจยืนอยู่ยิงอีก2-3นัดเพื่อซื้อเวลาให้เพื่อนร่วมทีมอีกสักหน่อย ปกติตัวเขาไม่ถนัดอาวุธยิงแบบนี้ แต่ในสถาณการณ์คับขันแถมเป้ายิงตรงหน้ายังจำนวนมาก ทำให้กระสุนพุ่งตรงไปถูกเป้าหมาย แต่กระนั้นก็ไม่ใช่เวลามาสนใจผลงานที่ยิงออกไปว่าจะสำเร็จหรือไม่ เขาหมุนตัวกลับหลังถีบตัวเองออกวิ่งอย่างรวดเร็ว อึดใจเดียวเขาก็เห็นเงาของออสก้าที่วิ่งอยู่ข้างหน้า วิสกัสเร่งฝีเท้าไปตีคู่
 
            "แขยงชะมัด มันเกือบจะงับข้อเท้าผมได้อยู่แล้ว ทางนี้ครับ!" เครื่องหมายที่ทิ้งไว้ที่ต้นไม้ระหว่างทางผ่านเข้าปลายตา วิสกัสคว้าออสก้าให้หักเลี้ยวไปยังทิศทางเดียวกันทันที ไม่มีเวลาหันไประแวงข้างหลังเลยเพราะเสียงแซ่กๆของฝูงหนูดังอื้ออึงใกล้คุกคามเข้ามาเรื่อยๆ
 
            ยิ่งวิ่งหนีลึกเข้ามาในป่า หมอกก็ยิ่งทึบ มันคงจะดีถ้าฝ่ายที่ไล่ตามมาเป็นมนุษย์จะได้ใช้หมอกหนานี่พลางตัวหนีไปได้ แต่อีกฝ่ายเป็นจำพวกหนูที่มีสัญชาติญาณสัตว์และการดมกลิ่นที่ยอดเยี่ยม กลายเป็นทางนี้ต่างหากที่เสียเปรียบเต็มประตู
 
            ออสก้าไม่รู้จะเรียกสภาพตัวเองว่าวิ่งตามวิสกัสได้รึเปล่า ในเมื่อถูกอีกคนจับแขนเอาไว้แน่น เกือบจะล้มเพราะสะดุดรากไม้ก็ตั้งหลายครั้งแต่ก็ได้อีกคนกระชากไว้ไม่ให้ล้มและดึงให้วิ่งต่อ อีกทั้งถ้าไม่ทำแบบนี้ก็คงหลงกันแทบจะทันทีแน่
 
            "อุ๊บ" ออสก้าสะดุดรากไม้อีกครั้ง คราวนี้กล้องจับความร้อนที่ถือในมืออีกข้างหล่นไป แต่ก็ไม่มีเวลาที่จะไปสนใจกล้องจับความร้อนนั้น
 
            "ความร้อน ..ไฟ...ใช่แล้ว" ออสก้าใช้มือที่ว่างอยู่ข้างเดียวคว้าไปยังกระบอกน้ำอันเล็กบรรจุเหล้าที่เก็บไว้ใต้เสื้อคลุมอย่างทุลักทุเลระหว่างการวิ่งหนี วิสกัสหันมามองเมื่อรู้สึกถึงแรงขยับตัวแปลกออกไป ดวงตาเขาเบิกกว้างและเข้าใจอีกฝ่ายแทบจะทันที
 
            "คุณจะทำอะไร! เดี๋ยวก็ไฟไหม้ป่าวอดหมดหรอก!"
 
            โดยไม่สนเสียงร้องห้าม ออสก้าใช้ฟันช่วยในการเปิดขวดก่อนจะมันโยนไป 
 
            "ยิงไปที่นั้น!"
 
            วิสกัสมองกระบอกน้ำโลหะที่ลอยค้างบนอากาศพร้อมกับของเหลวสีอำพันที่กระฉอกออก เงาหนูนับร้อยที่อยู่เบื้องหลังม่านหมอกทำให้เขาบีบตัดสินใจคว้าโอกาศที่ออสก้าสร้างไว้ทันที
 
ปัง!
 
            กระบอกอลูมิเนี่ยมที่หมุนคว้างกลางอากาศ เปลี่ยนทิศตามแรงกระสุนก่อนความร้อนจะสันดาบทำปฏิกิริยาฉับพลัน ไฟระเบิดออกมาลุกท่วมก่อนจะเกิดเป็นกำแพงเพลิงลุกโชน เสียงร้องจี๊ดๆอย่างเจ็บปวด และกลิ่นเนื้อไหม้ลอยฟุ้งมาจากเบื้องหลัง
 
            "อากาศชื้นจนหมอกหนาขนาดนี้ได้ ลมก็ไม่มี ไฟไม่ลามหรอกน่ะ ดีไม่ดีดับเร็วกว่าที่คิดซะอีก" ออสก้าหอบฮั่กตะโดนบอกวิสกัสที่ทำท่ากังวลกับกองเพลิงเบื้องหลัง ทั้งคู่รู้ดีว่ากำแพงเพลิงแค่ประวิงเวลาได้ชั่วครู่เท่านั้น ฝูงหนูที่ไม่โดนไฟครอกยังคงวิ่งกระชั้นชิดเข้ามามากกว่าเดิม
 
            ด้านหน้าหมอกเริ่มจางอีกครั้งเป็นสัญญาณว่าพวกเขาใกล้ถึงชายป่าจุดที่จอดรถทิ้งไว้ วิสกัสรีบผลักหลังอีกคนให้วิ่งไปข้างหน้าแล้วหมุนตัวตวัดเท้าใส่หนูตัวที่วิ่งกระโจนเข้ามา
 
            "ขึ้นรถแล้วไปกันเถอะครับ!"
 
            ออสก้าวิ่งมาก่อนกระโจนคว้าประตูรถแทบไม่ทันเมื่อเห็นหนูผีพวกนั้นไล่ประกบ เธอโหนขึ้นมารถได้ก็รีบประตูตามด้วยความเร่งรีบแต่ก็ยังไม่ทันจะปิดสนิท หนูยักษ์ตัวหนึ่งแทรกเข้ามาตอนปิดประตูพอดีเลยถูกประตูรถอัดกระแทกกับขอบรถ หนูยักษ์ตัวนั้นส่งเสียงร้องดังลั่น แถมยังมีเสียงเหมือนวัตถุหนักๆพุ่งชนตัวรถตามมาอีกหลายครั้ง
 
ปึง!
 
            เสียงปิดกระแทกประตูจากอีกฝั่งเรียกสติออสก้าให้แง้มประตูพอให้หนูที่โดนอัดหลุดลงไป เธอรีบกระชากปิดประตูอีกครั้งพอกับที่วิสกัสสตาร์ทเครื่องติด เท้าเหยีบกระแทกครัชและคันเร่ง เสียงเข้าเกียร์ดังลั่นก่อนรถฮัมวี่พุ่งทะยานรถออกจากจุดเดิมด้วยความรวดเร็ว
 
            ทั้งๆที่อากาศเย็นแต่เอเจนท์หนุ่มกลับเหงื่อแตก วิสกัสแทบไม่แตะเบรค เมื่อมองกระจกส่องหลังก็ยังเห็นฝูงหนูมฤตยูกรูตามท้ายรถมาไม่ห่าง จนกระทั่งเขาเห็นแสงสว่างข้างหน้า
 
            รถฮัมวีคำรามพุ่งทะยานออกจากเขตป่าลอยออกจากพื้นเป็นคืบก่อนจะเหยียบพื้นถนนลูกรังในเวลาไล่เลี่ยกัน วิสกัสกระทืบเบรคแรงเสียจนตัวรถหมุนคว้าง ล้อวิบากบดพื้นจนเป็นรอยดอกยางก่อนหยุดลงอย่างไม่เป็นท่านัก ชายหนุ่มกำพวงมาลัยแน่นค้างอยู่ท่าเดิม หอบหายใจด้วยความระทึกที่พึ่งเกิดขึ้นไปสดๆร้อนๆ ก่อนจะค่อยๆหันมาเช็คสภาพผู้โดยสารข้างๆ
 
            "คุณ.... คุณโอเคไหม"
 
            "ไม่ ....ไม่โอเคเลย" ออสก้าที่นั่งอยู่ข้างๆยังค้างอยู่ในท่าเกาะตัวรถแน่น
 
            ไร้แววฝูงหนูมรณะเมื่อครู่ รอบข้างเงียบกริบเหมือนก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจเข้าไปในป่าลึก ไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงเครื่องยนต์รถ และเสียงหอบหายใจของทั้งคู่
 
            ออสก้าถอดหน้ากากกรองอากาศออก แล้วทิ้งตัวลงกับเบาะนั่ง มือควักยาดมมาโบกตรงหน้า
 
            "เวียนหัวจะตายอยู่แล้ว หายใจก็ไม่ค่อยจะทัน วิ่งจนซี่โครงซ้ำหมดแล้ว หลังก็ปวด เข่าก็ปวด ปวดทั้งตัว แถมพรุ่งนี้ก็คงปวดกว่าด้วย แล้วเมื่อกี้ตัวบ้าอะไรเนี่ย" พอปรับลมหายใจได้ ออสก้าก็พ่นออกมาเป็นชุด
 
            "คุณถามผมแล้วผมจะไปถามใครละครับ โอ๊ย" ชายหนุ่มข้างๆโอดครวญแล้วฟุบหน้าลงไปกับพวงมาลัย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ "มัน...ต้องเป็นผลกระทบจากวัตถุเวรนั่นแน่ๆ"
 
            "หนูพวกนั้นมันก็แค่อาจจะโดนผลกระทบจาก0-8-4 แต่ก็มีอีกหลายสาเหตุเหมือนกันที่จะทำให้สัตว์เปลี่ยนพฤติกรรม หรือกลายพันธุ์ได้ ถ้ายังไม่ได้เอาลองทดสอบดูก็ไม่รู้หร.." ออสก้าชะงักก่อนถอนหายใจ "...จะไม่พูดหรอกนะว่าจะให้ย้อนไปเอา"

            วิสกัสพยักหน้ารับ บิดร่างจนดังกร็อบๆ มองเข้าไปในป่าสนที่ตนพึ่งทะยานออกมา "หนูพวกนั้นไม่ออกมาจากป่า..."
 
            "อืม ไม่เห็นตามมาเลยนะ อาจจะมีพฤติกรรมไม่ออกจากอาณาเขตก็ได้" ออสก้าคว้ากระติกน้ำมาเทน้ำใส่ฝาดื่ม "น้ำไหม?"
 
            "เอาครับ ซักหน่อยก็ดี อากาศก็เย็นแต่หายใจจนปอดไหม้ไปหมดแล้ว" ชายหนุ่มยกมือนวดขมับช้าๆ รอให้อีกฝ่ายดื่มเสร็จรินให้แล้วรับฝาน้ำมาจิบ "เราควรรีบกลับไปรายงานหัวหน้าวาลด้า
 
            "กลับก็ดีเข้าเขตชุมชนก็น่าจะมีสัญญาณสื่อสารชัดกว่าที่นี้ น่าจะหาช่องทางติดต่อกันได้" 
 
            เสียงเครื่องยนต์ดังกว่าเดิมเมื่อคนขับเริ่มเข้าเกียร์เหยียบคันเร่ง วิสกัสขับเอื่อยๆกลับออกไปยังเส้นทางเดิมที่เดินทางมาจากหมู่บ้านที่เป็นที่พักและฐานชั่วคราว ออสก้าหยิบแผ่นที่จากกระบะหน้ารถมากางหมายจะจดตำแหน่งของเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านมา ก่อนจะรู้ตัวเองว่าไม่สามารถเขียนอะไรลงไปอย่างที่ต้องการได้เพราะว่ามือของตัวเองยังสั่นอยู่ สุดท้ายเลยตัดสินใจเก็บปากกาไว้ที่เดิมก่อน
 
            "ออกไปคงต้องขอเค้กซักก้อนปลอบใจตัวเองแล้วล่ะครับ" เสียงเบาๆของวิสกัสแสดงออกถึงความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน

            "เอาเถอะ ออกไปเดี๋ยวจะเลี้ยงเค้กให้ทั้งปอนด์เลย" 
 
            "ผมขออีกปอนด์กลับไปฝากเพื่อนด้วยแล้วกัน"
 
            "จะเอากลับไปฝากทั้งแผนกเลยไหมล่ะนั้น"
 
            "พูดแล้วนะครับ"
 
            ".............."


 
 
 
 
 
 
 
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
 
 
 
แผนที่ของออสก้าที่จดรายละเอียดต่างเอาไว้
 
 
 
(เพิ่มเติม : บริเวณขวาบนคือพื้นที่ๆดำเนินเรื่อง)
 
 
 
 
 
 

 

edit @ 27 Sep 2014 10:43:35 by Covet

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot!

#1 By BPPBPP8 on 2014-09-26 14:12